การวิเคราะห์งบการเงินเพื่อลงทุนในหุ้น


เทคนิคอ่านงบการเงิน: ดร.วรศักดิ์ ทุมมานนท์

       ดร.วรศักดิ์ ทุมมานนท์ มือ 1ด้านบัญชีที่เกี่ยวกับการลงทุน อธิบายให้ฟังสำหรับผู้ที่ไม่ได้เรียนบัญชีมาแต่อยากจะเข้าใจบัญชี งบการเงินจะต้องดูตรงไหน ยังไงเพื่อที่จะมาลงทุนในหุ้น  ซึ่งเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำระหว่างนักลงทุนภายนอกที่ไม่ได้มีโอกาสเข้าไปบริหารงาน อย่างน้อยก็มีอะไรมาบอกเราทุกๆไตรมาศว่าผลการดำเนินงาน / ฐานะการเงิน / บริษัทมีกระแสเงินสดเข้าออกในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาเป็นยังไงเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการตัดสินใจลงทุน  
         งบการเงินมีส่วนประกอบสำคัญ 3 ส่วนที่ต้องสนใจคือ
         1. ผลการดำเนินงาน ก็คือ งบกำไร-ขาดทุน
         2. ฐานะทางการเงิน ก็ดูที่  งบดุล
         3. กระแสเงินสด ก็คือ งบกระแสเงินสด

                                                                  

        แต่ส่วนใหญ่พอเอาเข้าจริง ๆ นักลงทุนไม่ค่อยสนใจงบดุลและงบกระแสเงินสด ทุกคนก็ดูแค่บรรทัดสุดท้ายของงบกำไร-ขาดทุนเท่านั้น ที่พอเค้าบอกว่าปีนี้กำไรดีขึ้นก็แปลว่าบริษัทก็คงจะดีขึ้นไปด้วย ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วบางทีก็เป็นกำไรที่เพิ่มขึ้นมาอย่างผิดปกติ เช่น มีการไปจัดตั้งกองทุนอสังหาริมทรัพย์ขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องมือในการเพิ่มช่องทางในการกู้ยืมเงินดี ๆ นี่เอง คือแทนที่จะไปหาแบ็งค์ ซึ่งดอกเบี้ยก็สูงกว่าจะผ่านพิธีการทำเรื่องขอกู้จบก็นาน เลยทำให้ระยะหลังช่วง 4 ปีที่ผ่านมาหลาย ๆ บริษัทพออยากขยายตัวก็ใช้วิธีนำเอาทรัพย์สินไม่ว่าจะเป็นสัญญาเช่า หรือตัวอาคารและที่ดินขายเข้าสู่กองทุน แล้วก็ตั้งเงื่อนไขว่าเจ้าของเดิมจะเข้าไปถือหุ้น 30 %  แต่จริง ๆ แล้วก็เป็นที่รู้กันว่าไม่ได้เป็นการขายขาดในหลายๆสัญญาโดยทำการซ่อนเงื่อนไขว่าให้เจ้าของเดิมเป็นผู้เข้าไปบริหารทรัพย์สินที่ขายได้ บางทีก็ตกลงในสัญญาว่าทรัพย์สินที่ขายไปหากนำไปปล่อยให้เช่าแล้วได้ค่าเช่าต่ำกว่าที่ตกลงไว้ในสัญญา ทางบริษัทผู้ขายจะชดใช้ส่วนต่างให้แต่หากปล่อยเช่าได้สูงกว่าในสัญญาส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นจะต้องจ่ายคืนให้กับบริษัทผู้ขาย ซึ่งในทางบัญชีมองว่าไม่ใช่การขายขาดจริงๆ แถมพอปีที่ 10 ยังไปให้ put option แก่กองทุนที่รับซื้อไปว่าให้ขายคืนกลับมาบริษัทก็ได้ ทางบัญชีก็เลยบอกว่าไม่ให้ตัดสินทรัพย์ออกจากงบดุลแล้วห้ามบริษัทมาออกข่าวว่าจะมีกำไรก้อนใหญ่เข้าบริษัทมาในช่วงเวลานั้นๆ เพราะในทางบัญชีบอกว่าไม่ได้เป็นการขายขาดจริง จากนั้นเป็นต้นมาทุกบริษัทก็เลยจบลงด้วยการอย่าทำให้ใครเค้าทราบแบบนี้ออกมาชัดเจน เพราะหากว่าบริษัทไปเขียนอะไรชัดเจนจนเกินไป บัญชีก็จะตีว่าไม่ใช่การมีรายได้จาการขายขาดแต่เป็นการกู้ยืมเงินแทน
                                                   


หนังสือการวิเคราะห์งบการเงินที่จัดทำโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
เพื่อนๆ สามารถดาวน์โหลดจาก URL ดังต่อไปนี้
http://www.ziddu.com/download/23369152/FinancialAnalysis.pdf.html

Stochastic ‎Oscillator


 Stochastic Oscillator หรือ STO ใช้ยังไง คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดยังไงมาดูกันครับ
Stochastic Oscillator มีสองเส้นหลักการคร่าวๆของมันมาจากอัตราส่วนราคาปิด เทียบกับราคาสูงสุดของวัน อีกเส้นหนึ่งเป็นเส้นค่าเฉลี่ยของเส้นแรก หนังสือเยอะมากและคนที่เปิดสัมนาเยอะมากอีกเช่นกันที่บอกให้ใช้ STO เป็นตัว หาจุดเข้าซื้อ หรือขาย มันไม่ผิดนะ แต่มันมีจังหวะสำคัญที่จะทำให้คุณพลาดได้ถ้าใช้แบบไม่ระวัง

ก่อนจะพูดถึงว่ามันจะพลาดตรงไหน ขอเล่าสักหน่อยว่า STO มันบอกอะไรเราได้บ้าง

Stochastic Oscillator พูดรวบให้เข้าใจง่ายๆ มันจะเป็นตัวช่วยบอกการแกว่งของราคา ถ้าราคาปิดของวันอยู่ใกล้หรือเท่ากับราคาสูงสุดของวัน เส้นมันจะมีค่าเข้าใกล้ 100 เข้าเรื่อยๆ ยิ่งปิดสูงหลายวันเส้นก็จะเข้าใกล้ร้อยไปมากเท่านั้น ในขาลงก็เช่นกัน ยิ่งปิดต่ำกว่าไฮของวัน STO ก็จะยิ่งลงต่ำเข้าใกล้ 0 มากขึ้น

การใช้  Stochastic Oscillator เช็คว่าซื้อหรือขายมากเกินไป ตรงนี้จะคล้ายๆกับ RSI จะเอาจำนวน 80, 20 หรือปรับตามตัวหุ้นยังไงก็แล้วแต่ เป็นเลขอิงโซนซื้อหรือขายมากไป แต่ขอเน้นย้ำไว้เลยว่าการที่ STO เข้าไปสู่ 80 ไม่ได้หมายถึงว่า ให้ขายหุ้นออกนะ
การที่มันเข้าถึง 80 หมายความว่ามันขึ้นโคตรแรง แล้วยิ่งมันอยู่ในโซนนี้นานเท่าไหร่ก็แสดงให้เห็นถึงความร้อนแรงและความมั่นคงของเทรนด์ที่เป็นขาขึ้น เพราะว่ามันแสดงให้เห็นว่า กราฟราคามันรักษาการปิดที่ใกล้ไฮของวันได้เรื่อยๆ และในทางกลับกันขาลงถ้าเข้าสู่ 20 แล้วเข้าไปรับ คุณจะมีโอกาสรับมี เลือดสาดสูงนะ เพราะมันไม่ได้หมายความว่ามันกลับตัว มันบอกเราว่ามันรักษาการลงได้ต่อเนื่องต่างหาก

               บางคนเรียกว่าการไล่บน ไล่ล่าง
ไล่บนก็คือ STO อยู่เหนือ 80 เป็นเวลานาน แสดงถึงความแข็งแกร่งของขาขึ้น
ไล่ล่างก็คือ STO อยู่ต่ำกว่า 20 นาน แสดงถึงความแข็งแกร่งของขาลง


ความผิดพลาดที่ 1 ถ้าใช้  STO โดยกำหนดว่าเกิน 80 ให้ขายออก ต่ำกว่า 20 ให้เข้าไปรับ โอกาสเกิดเหตุการณ์ ขายหมู กับรับมีดมีสูง เพราะงั้นถ้าไปเจอที่ไหนเขาบอกแบบนี้ให้คิดให้รอบคอบ ตีความ STO ให้แตกมากๆ

....................

ทีนี้มาดูเรื่องเส้น %D %K ตัดกันบ้าง ผมจะไม่ไปพูดถึงว่าเส้นไหนตัดเส้นไหนให้ซื้อ หรือขายนะครับ แต่ต้องบอกว่าวิธีนี้ พกโอกาสความผิดพลาดมาเต็มกระเป๋า ผิดยังไงก่อนอื่นผมขอเท้าความไป เรื่องแนวรับแนวต้านสักนิด

แนวรับ หรือ แนวต้าน ที่เราได้ตีไว้ เมื่อราคาหุ้นไปถึงไปชน มันจะต้องยึกยักไม่ผ่านไปพรวดเดียว ลองนึกภาพตามไปด้วยนะครับ แนวรับแนวต้านเป็นจุดชั่งใจ พอไปชนแล้ว คนที่คิดว่าเบรกกับคนที่คิดว่าไม่เบรกจะสู้กัน ราคาตรงนี้จะแกว่ง มากกว่าตรงจุดอื่น

แล้วยิ่งถ้าเป็นการจบเวฟนะครับ ตรงจุดนี้มันมักจะสร้าง patterns ด้วย ซึ่งราคาจะเด้งไปมาในกรอบรับต้านของ patterns นั่นหมายความว่า ราคาสูงสุด กับราคาปิด (ที่เราเอามาสร้าง STO) จะกลับเป็นตรงข้าม กับเทรนด์หลัก คือมันจะกลายเป็น side way เล็กๆ คุณจะเห็น STO กลับทิศเทรนด์ก็ตอนนี้

ซึ่งแน่นอนถ้ามันแค่เทสแนวต้านรับ ยังไม่ได้กลับตัวจริงมันก็คือสัญญานหลอกให้คุณขายหมู หรือในกรณีขาลง ก็หลอกให้คุณเข้าไปรับดาบซามูไร นั้นแหละครับ เพราะสองเส้นที่ว่ามันจะตัดกันให้เห็นจนงงแน่ๆ

และนี้ก็เป็นเหตุผลที่คนจำนวนมากพูดว่า STO  มันเร็วเลยทำให้ความผิดพลาดมันเยอะ ซึ่งที่จริงแล้วมันไม่ได้เร็วอะไรมันก็ปกติของมันแหละ แต่คนเข้าใจมันผิดเอง เอามันไปใช้ผิดประเภท

ความผิดพลาดที่ 2  ก็คือ ในจุดแนวรับแนวต้าน เป็นจุดที่ราคาชะลอความร้อนแรง STO มักจะส่งสัญญานการกลับตัวของราคาทันที ทำให้เราซื้อหมาขายหมู (แล้วมันเป็นจังหวะสำคัญด้วยนะ เพราะจุดเบรก หรือจุดกลับเวฟ ถ้าซื้อหรือขายก่อนมัน เราจะเสียโอกาสเยอะมาก)

จากความผิดพลาดที่ยกตัวอย่างมาทั้ง 2 ข้อ ก็เพียงพอที่จะก่อหายนะให้เราได้ถ้าเราใช้มันผิดหน้าที่ sto นี้อยากแนะนำให้ใช้หลักๆคือการดูความแข็งแกร่งของเทรนด์ และการยังรักษาเทรนด์เดิมไว้ได้ เป็นหลัก

1. ดูว่าถ้าอยู่โซนเหนือ 80 ให้ระวังว่าคนซื้อเยอะแล้ว อุปสงค์เริ่มน้อยลงแล้วนะ แต่อย่าเพิ่งขายทิ้ง คนที่ขายหุ้นที่ปิด ที่ราคาไฮทุกวัน ก็แย่แล้ว มันขึ้นก็ปล่อยมันไปต่อ

2.  ดูว่าถ้าอยู่ต่ำกว่าโซน 20 ให้เริ่มจับตาว่าใกล้เข้าซื้อได้ เพราะคนเริ่มขายกันมากไปแล้ว อุปทานเริ่มน้อยแล้ว แต่อย่าเพิ่งซื้อ เพราะคงบ้าพอๆกับข้อ 1 ถ้าคุณจะเข้าไปรับหุ้นที่ราคาปิด ต่ำลงทุกวันครับ ปล่อยมันลงต่อไปเรื่อยๆ

จะเห็นว่าประโยชน์ที่แท้จริงของ STO คือดูความแข็งแรงของเทรนด์ ถ้ามันแกว่งขึ้นลงมากๆแสดงว่ามันเป็นไซดเวย์
ผมอาจจะแนะนำทุกท่านต่างจากคนอื่น คนอื่นถ้าเข้า 80 ให้ขาย 20 ให้ซื้อ ส่วนผมขอบอกว่า ยิ่งเข้า 80 ยิ่งให้ถือ ยิ่งลง 20 ยิ่งระวังอย่าเพิ่งไปรับ เพราะธรรมชาติ ของ STO มันเป็นแบบนั้น อันนี้ไม่ได้บอกให้เชื่อ เพราะมันอาจจะขัดกับหนังสือหรือที่คนเขาว่าไว้กันมาก แต่ขอให้ลองเอาไปคิดเล่นๆดู


VI นักลงทุนระยะยาว

บทความส่วนนี้สำหรับชาว VI นักลงทุนระยะยาวเท่านั้น


Long term investment 1: การเลือกกิจการที่ลงทุนระยะยาว
การลงทุนของแต่ละคนอาจมีวิธีไม่เหมือนกัน ขึ้นกับความเหมาะสมของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นพื้นฐานความรู้ (ไม่ว่าจะเป็นทางเศรษฐศาสตร์ ธุรกิจ และเทคนิคัล) ความเอาใจใส่ ความสนใจในการลงทุน เวลาในการติดตามข้อมูลข่าวสาร หรือแม้กระทั่งเรื่องจิตใจ

ดังนั้นการเลือกลงทุนโดยการทำตาม ๆ กันไปย่อมไม่ดีแน่ เพราะถ้ามุมมองเราไม่เหมือนเขา เวลามองของอย่างเดียวกัน เช่นเห็นหุ้นที่ตัวเองถือราคาลดลง คนหนึ่งอาจจะเป็นสุข (ดีใจได้มีโอกาสซื้อของถูก) อีกคนอาจจะเป็นทุกข์ (เสียใจที่พลาด ซื้อแพง ขาดทุน)

"จงบริหารความโลภให้สมดุลกับความรู้" ท่องไว้ 3 จบก่อนจะตัดสินใจซื้อหุ้นทุกตัว

เข้าเรื่องดีกว่า ....

เนื่องจากปัญหาใหญ่ของทุกคนคือ อยากลงทุนแต่ไม่รู้จะจับหลักยังไงดี

หลักการลงทุน "ระยะยาว" (ขอเน้นว่าระยะยาว) ของ Warren Buffett ง่าย ๆ คือ นักลงทุนควรเลือกลงทุนในกิจการที่มีแนวโน้มระยะยาวที่ดี โดยค้นหากิจการที่ยอดเยี่ยม และเลือกลงทุนเมื่อมีราคาที่เหมาะสม ไม่ใช่เลือกลงทุนกิจการธรรมดา ๆ ในราคาถูก ๆ

กิจการยอดเยี่ยมในราคาที่เหมาะสม กับกิจการพื้น ๆ ในราคาถูก ดูผิวเผินอาจจะไม่ต่างกัน แต่ในประสบการณ์ยาวนานของ Buffett เขาแสดงให้เห็นว่าการเลือกกิจการนั้นสำคัญอย่างยิ่ง ในช่วงแรกของการลงทุน (ในรูปของ Buffett partnership และ Berkshire Hathaway ระยะแรก) Buffett เลือกลงทุนในกิจการที่มีราคาถูกเป็นหลัก (bargain price) แม้ผลตอบแทนรวมเป็นบวก (เพราะเลือกลงทุนเมื่อราคาถูก คือมี margin of safety สูง) แต่ผลตอบแทนของกิจการใน port หลายตัวกลับขาดทุน (คนที่ทราบเรื่องราวและประวัติของ Buffett จะเข้าใจดีว่า ตัวบริษัท Berkshire และ Hathaway เองเป็นตัวอย่างที่ดีอันหนึ่ง) ทั้งนี้เนื่องจากการลงทุนแบบไม่เลือกโดยดูแค่ margin of safety เป็นเพียงการลดความเสี่ยงต่อการขาดทุน (MoS = insurance or buffer for loss) แต่ผลประกอบการของกิจการต่างหากที่เป็นปัจจัยที่จะกำหนดผลตอบแทนในระยะยาว (Business excellency = long-term rate of return)
                                                                      

กิจการที่ยอดเยี่ยมของนักลงทุน ในความหมายของ Buffett มีนิยามง่าย ๆ ไม่ีกี่อย่าง
1.             นักลงทุนมีความเข้าใจในกิจการนั้น
2.             มี favorable long term economics
3.             บริหารงานโดยทีมที่มีความสามารถในกิจการนั้นและมีธรรมาภิบาล

และเลือกลงทุนในกิจการข้างต้นเมื่อมีราคาที่เหมาะสม
ดัง นั้น ข้อแรกที่เราควรรู้คือ "เราจะหากิจการที่ยอดเยี่ยมได้อย่างไร" หากิจการซะก่อน ค่อยมาดูราคาทีหลัง (ยังไม่ต้องมือบอนไปกดซื้อ ๆ ขาย ๆ)


พฤติกรรมการลงทุน


นักลงทุนที่ได้กำไรคือ นักลงทุนที่สามารถวิเคราะห์มูลค่าหุ้นที่แท้จริง ซึ่งความรู้ที่ใช้ในการวิเคราะห์คือ
                        1. การใช้ทฤษฎีทางการเงิน
                                2. การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน
                                3. การวิเคราะห์ทางบัญชี
เมื่อได้ราคาหุ้นที่แท้จริง จากนั้นก็นำมาเปรียบเทียบกับราคาหุ้นในตลาด ซึ่งสามรถนำมาใช้ในการประกอบการตัดสินใจ นั่นคือ
                                1. หากมูลค่าที่แท้จริงสูงกว่าราคาตลาด แสดงว่าหุ้นถูกเราสามารถซื้อได้
                                2. หากมูลค่าที่แท้จริงต่ำกว่าราคาตลาด แสดงว่าหุ้นแพงเราต้องขายทิ้ง
แต่ในระยะหลังๆ ที่ผ่านมานักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ เชื่อว่าหุ้นที่ดีนั้นมูลค่าที่แท้มักจะเท่ากับราคาของตลาด

                ในการเล่นหุ้นแบบเก็งกำไรนั้น เรามักจะไม่สนใจราคาพื้นฐานหรือราคาหุ้นที่แท้จริง แต่เราจะสนใจเฉพาะ ราคาของหุ้น ณ ขณะนั้นมากกว่า ใน ณ ขณะหนึ่ง ราคาของหุ้นจะขี้นหรือลงขึ้นอยู่กับว่า แรงซื้อและแรงขาย ที่เป็นการผลักดันราคาหุ้นให้เพิ่มสูงขึ้น หรือต่ำลง

Passive Investing – How To Grow $250.00 to $250,000.00 In 6 Years

By Gil Washington

What if you could start a personal investment program with only $250.00 and in 5 years 8 months end up with over $250,000.00. Yes, you read that right. A quarter million dollars! Better yet, what if you could be a little patient and wait another 12 months for that investment to grow? Your patience would be well rewarded. You would end up with $1,000,000.00. In 6 years, 8 months you could grow your $250.00 to over a $1M. 

Does this sound too good to be true? Maybe, but it is actually happening. Hundreds of people are well on their way to doing exactly this through what is known as a High-Yield Loan fund that pays an astonishing 10-12.5% interest on your money each month. The best such fund out there is Legisi. 

Legisi offers 2 different types of funds. The first is what they call the Legisi Balanced Fund. This allows you to start with a minimum of $250.00 for an initial loan term of 4 months and pays 10% per month. The other is The Legisi VIP Fund with a minimum loan amount of $10,000.00, a loan period of 12 months giving you payments of 12.5% per month on your money. 

So consider for a minute if you could in fact afford to start your fund, not with the minimum of $250.00 but double that to $500.00. In exactly 6 years you would see that $500.00 grow to $1M. 
                             
HOW DOES IT WORK? 

You loan your funds to Legisi for the stipulated period. Legisi uses the money to invest in high return instruments. Of course the higher the return, the higher the risk, but they have been doing this successfully since December 2005 and no one has since had a problem collecting their interest or getting back their capital. 

Because of the high return involved, some people may be skeptical that this can be sustained, but they seem to be doing this quite comfortably. When you think about it, there are people who trade stocks and do as well as this. 
But let us say you still find this as risky. Why not just risk the minimum and see what happens. This is less than a dollar per day with the potential to make you retire after only 6 years. Hundreds of people are quietly doing just this. 

If past performance is anything to go by, then Legisi is a pretty solid place to put your money. 

To set up your loan fund, there are a number of very careful steps you will need to take to get going. These are all outlined in a free report entitled SnowBall Cash-Flow. You can download this free report at http://betterfinancialoptions.com/legisi.htm