ศึกษาเซียน - ดูกันว่าเซียนการลงทุนมีแนวคิดอย่างไร ( 3 )

------- ปีเตอร์ ลินช์ (Peter Lynch) -------


                            หากพูดถึงกองทุนแม็คเจ็ลลัน หลายคนอาจจะคุ้นหู ลินช์เคยเป็นผู้บริหารกองทุนนี้และสามารถสร้างผลตอบแทนที่สูงมากในระดับ 29% แบบทบต้นในระยะเวลา 13 ปีที่เขาบริหารงานอยู่ กลยุทธ์ของลินช์คือการสามารถแบ่งประเภทของหุ้นออกเป็นหลายแบบ ซึ่งแต่ละแบบหรือประเภทก็มีลักษณะเฉพาะตัว (ซึ่งแน่นอนว่าจะสะท้อนออกมาในรูปของราคาซื้อขายด้วย) ดังนี้:

                           1) หุ้นโตช้า พวกนี้โตไปเรื่อยๆ เปื่อยๆ จ่ายปันผลเรื่อยๆ เรียกว่าเป็นหุ้นห่านทองคำได้หากว่าการจ่ายปันผลนั้นสม่ำเสมอ ผู้ลงทุนจะต้องทำการตรวจดูว่าประวัติการจ่ายปันผลนั้นเป็นอย่างไร เป็นกี่เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับดอกเบี้ยเงินฝากหรือพันธบัตร (ซึ่งเป็นผลตอบแทนแบบไร้ความเสี่ยงต่อเงินต้น แต่อาจจะไม่ทันอัตราเงินเฟ้อ!) หุ้นพวกนี้มักจะเป็นหุ้นในอุตสาหกรรมอาหาร, เกษตร, ของใช้เครื่องนุ่งห่ม, เสื้อผ้ารองเท้า เป็นต้น


                           2) หุ้นโตเร็ว ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นหุ้นโตเร็ว แต่ที่สำคัญก็คือ นักลงทุนที่เข้าไปสนใจหุ้นประเภทนี้จะต้องรู้ว่าเจ้าหุ้นโตเร็วนี้จะโตไปได้อีกสักเท่าไร ไม่ใช่ว่าปีนี้เป็นปีสุดท้ายที่มันจะโต แล้วก็พรวดพราดเข้าไปซื้อ แบบนี้มีโอกาสสูงที่จะเจ็บตัวได้ (ขึ้นกับราคา และผลตอบแทนรวมที่คาดคะเนไว้ขณะที่เข้าซื้อด้วย) ถ้าเราสนใจจะลงทุนในหุ้นประเภทนี้ ก็จะต้องแน่ใจว่ามันยังโตไปได้อีกอย่างน้อยก็ 4-5 ปี ปรมาจารย์ลินช์บอกไว้ว่า หุ้นพวกนี้น่าจะมี PEG ไม่เกิน 1 คือเอาค่าอัตราส่วน P/E หารด้วยอัตราการเจริญเติบโต (เป็นร้อยละ) แล้วไม่เกิน 1 นั่นเองครับ แต่ถ้านักลงทุนบ้านเรา สามารถหาหุ้นเหล่านี้ได้ที่ราคา "ถูก" กว่านี้ก็น่าสนใจ ในเมืองไทย หุ้นเหล่านี้คงอยู่ในหมวดยานยนต์, สื่อสาร ครับ


                           3) หุ้นประเภทแข็งแรง พวกนี้เป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่ "อึดทน" ต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาวะเศรษฐกิจได้ดี เรียกว่าไม่พังครืนลงมาง่ายๆ นักลงทุนที่ไม่อยากหวาดเสียวกับความสามารถในการอยู่รอดของบริษัทที่ตนเองเป็นเจ้าของ ก็น่าจะมองหุ้นกลุ่มนี้ไว้บ้าง บริษัทพวกนี้อาจจะไม่เติบโตรวดเร็วมากหรือก้าวกระโดดนัก แต่ข้อดีของเขาก็คือความเสี่ยงจะต่ำเนื่องจากไม่ได้เติบโตแตกกิ่งก้านไปในทิศทางที่ตนเองอาจจะไม่ถนัดในการทำธุรกิจ (Core Business) ข้อเสียก็คือ มันจะไม่ "โดด" ในเรื่องของผลประกอบการ นั่นก็คือราคาของมันจะไม่ "โดด" ไปด้วยไงล่ะครับ หากซื้อหุ้นพวกนี้มา ดังนั้นหากเล่นเก็งกำไร ถ้าได้กำไรสัก 20% ก็ทะยอยปล่อยของได้แล้วครับ แต่หากเป็นนักลงทุนระยะยาวๆ ก็สามารถถือไปได้เรื่อยๆ บางทีฝรั่งมังค่าก็เรียกหุ้นประเภทนี้ว่าบลูชิพครับ


                        4) หุ้นวัฎจักร อันนี้เรียกได้ว่าสนุกสนาน เพราะทั้งยอดขาย กำไร ต่างๆนาๆของบริษัทพวกนี้จะ "วน" เป็นวงจร นั่นคงไม่ได้ขึ้นไปเรื่อยๆ (หรือลงไปเรื่อยๆ) แต่นักลงทุนที่จะเข้าลงทุนหุ้นพวกนี้ จะต้องเป็นผู้ที่รู้จักอุตสาหกรรม, ความต้องการ, อุปสงค์/อุปทาน ของสินค้าชนิดนั้นเป็นอย่งดี จึงจะสามารถทำกำไรได้ วงจรชีวิต (พูดเหมือนของลูกน้ำ ยุง กบเขียดเลย) ของหุ้นเหล่านี้ก็จะขึ้นกับอุตสาหกรรมนั้นๆ อาจจะทุกๆ สองปี สี่ปี หรือห้าหกปี ก็ได้


                         5) หุ้นฟื้นตัว อันนี้ก็เหมือนกับ (เกือบ) ตายแล้วเกิดใหม่นั่นเอง เช่นบริษัทอาจจะเกิดปัญหาใดๆ ทำให้ผลการดำเนินงานประสบกับภาวะขาดทุน แต่ไม่ได้มีปัญหากับพื้นฐานของอุตสาหกรรมของตัวเอง ทั้งยังมีแนวโน้มว่าจะสามารถหาวิธีปรับโครงสร้างหนี้ เพิ่มทุน เพื่อทำให้มีเงินสดหมุนเวียนในการทำธุรกิจ ตลอดจนสามารถใช้หนี้เพื่อลดภาระดอกเบี้ยจ่ายและหนี้สินที่มีอยู่ให้น้อยลงหรือหมดไป กระทั่งสามารถทำกำไรได้ หุ้นเหล่านี้ก็คือหุ้นฟื้นตัวหรือที่เรียกว่า Turnaround Stock นั่นเอง หากนักลงทุนต้องการลงทุนในหุ้นประเภทนี้ จะต้องศึกษาให้ดีว่าการที่บริษัทมีปัญหาแต่แรกนั้น เกิดจากอะไร พื้นฐานของการทำธุรกิจเพื่อให้ได้กำไรนั้นได้เปลียนไปหรือไม่ และหนทางที่จะได้ทุนเพิ่มเติมมาเพื่อทำงานต่อไปนั้นเป็นไปได้เพียงใด ซึ่งถ้านักลงทุนสามารถเข้าไปซื้อหุ้นประเภทนี้ในขณะที่ราคาต่ำเตี้ยเกือบจมแผ่นดินแล้ว ก็สามารถสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ลงทุนได้อย่างมหาศาล แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าหุ้นเหล่านี้ก็มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน


                         6) หุ้นสินทรัพย์ นี่เป็นหุ้นของบริษัทที่มีทรัพย์สินมาก คือมีทรัพย์สินมาก และหนี้สินน้อย (ส่วนต่างของของสองอย่างนี้เยอะ) บางครั้งหุ้นประเภทนี้ไม่รู้จักการนำทรัพย์สินที่มีอยู่ไปทำให้เกิดประโยชน์มากขึ้น (ซึ่งหากทำได้ ก็จะกลายเป็นหุ้นโตเร็ว หรือหุ้นแข็งแกร่งไปแล้ว) ก็ได้แต่เก็บสะสมเอาไว้ จุดสำคัญอยู่ตรงประเภทของทรัพย์สินว่าสามารถเปลี่ยนเป็นเงิน หรือเป็นสิ่งใดๆ ที่สามารถเป็นผลตอบแทนอย่างเป็นรูปธรรมให้กับผู้ถือหุ้น (เช่นเงินสดไง) ได้หรือไม่ หากได้ เมื่อถึงวันหนึ่งก็จะมีคนเห็นว่าบริษัทพวกนี้มีทรัพย์สินเยอะ อาจจะเข้ามาหาวิธีการใดๆ ที่จะนำทรัพย์สินเหล่านั้นมา "คืนกำไร" แก่ผู้ถือหุ้นโดยตรง อย่างไรก็ตาม หุ้นพวกนี้จะต้องมีทรัพย์สินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ในการดำเนินงานตามปกติ, สามารถเปลี่ยนเป็นเงินได้ง่าย และมีหนี้น้อยจริงๆ ครับ 


ทั้งหมดนี้ก็เป็นประเภทของหุ้นที่ปีเตอร์ ลินช์มองอยู่ พวกเราที่เป็นนักลงทุนก็สามารถที่จะศึกษาดูว่าบริษัทใดในบ้านเรามีลักษณะดังกล่าวบ้าง และสามารถตัดสินใจเข้าไปลงทุนได้ อย่างไรก็ตาม การเข้าไปลงทุนนั้นจะต้องประเมินผลตอบแทนให้คุ้มกับความเสี่ยงและเหมาะกับตัวเราเองด้วยครับ


                                                                   

ศึกษาเซียน - ดูกันว่าเซียนการลงทุนมีแนวคิดอย่างไร ( 2 )

------- วอร์เร็น บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) -------
                                       

                ในโลกของการลงทุน คงไม่มีใครที่ไม่รู้จัก วอร์เรน บัฟเฟตต์ เนื่องจากลูกศิษย์ของปรมาจารย์ เบน เกรแฮม ผู้นี้ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการลงทุนในรูปแบบของการยึดคุณค่าของกิจการเป็นหลักในการ "พิจารณา" ความถูกหรือแพงของราคาหุ้น
                วอร์เรน บัฟเฟตต์ เริ่มต้นลงทุนด้วยเงินเพียงน้อยนิด หลังจากนั้นจึงได้รวบรวมเงินจากสมัครพรรคพวกเพื่อการลงทุน โดยตั้งตัวเป็นผู้จัดการกองทุนเสียเอง ซึ่งผลการดำเนินงานก็เป็นไปได้ด้วยดี จนกระทั่งถึงปี 1964 จึงเลิกกองทุนส่วนตัวนี้ไปเพราะว่าราคาหุ้นได้เพิ่มสูงขึ้นมาก (ซึ่งแน่นอน ว่าสูงกว่ามูลค่าจริงของกิจการ) กระทั่งเริ่มมีความเสี่ยงสูงมากจึงเลิกล้มไป วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้เข้าซื้อกิจการของบริษัทสิ่งทอชื่อว่าบริษัท Berkshire Hathaway ซึ่งต่อมาบางคนบอกว่าเป็นความผิดพลาดอันเป็นกุศล เพราะต่อมาบริษัทนี้ก็ได้กลายเป็นบริษัทโฮลดิ้งส์ ที่เข้าถือหุ้นในหลายๆบริษัท
                แนวทางการลงทุนของ บัฟเฟตต์ จะมองว่าการซื้อหุ้นเป็นเหมือนการเข้าร่วมเป็นเจ้าของบริษัทด้วย ดังนั้นเขาจะใช้มุมมองของผู้ที่จะเข้าเป็นเจ้าของธุรกิจ มากกว่าการที่มองเห็นหุ้นเป็นเพียงสินค้า (คือซื้อมา แล้วก็ขายไป) เขาจะต้องรู้แน่ชัดว่ากิจการนั้นทำอะไร มีอะไรเป็นผลิตภัณฑ์ ใครเป็นลูกค้า โครงสร้างรายจ่ายและรายได้เป็นเช่นไร อัตรากำไรเป็นเท่าไร มีคู่แข่งมากหรือไม่ แข่งกันด้วยอะไร (ราคา หรือความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของผลิตภัณฑ์) เป็นต้น ดังนั้น บัฟเฟตต์ จะไม่ค่อยลงทุนในกิจการที่ซับซ้อนจนตัวเขาเองไม่สามารถเข้าใจได้ เขาเองยังบอกว่า เมื่อซื้อหุ้นแล้ว แม้กระทั่งตลาดจะปิดไปสัก 10 ปีก็คงไม่รู้สึกอะไร นั่นคือเขาไม่ได้สนใจในตลาดเลยเนื่องจากมั่นใจในธุรกิจที่ได้ลงทุนไป และไม่จำเป็นต้องให้ใครมารู้เห็นด้วย (คือไม่สนใจราคาหุ้นในตลาดนั่นเอง)
                นอกจากนั้น วอร์เรน บัฟเฟต์ ยังมองว่าการลงทุนเป็นเรื่องใหญ่สำหรับชีวิต อย่างเช่นการตั้งบริษัท การเข้าซื้อบริษัท หรือการทำกิจการใดๆ ในชีวิตคนเราจะมีได้ไม่มากคือเพียงไม่เกิน 20 ครั้งเท่านั้น ดังนั้นแล้วเขาจะพิจารณาตัดสินใจอย่างรอบคอบมาก เพราะหากว่าผิดพลาดพลั้งไป อาจจะไม่มีโอกาสให้ได้ทำอีก (ถ้าเกิด "เจ็บตัว" มากจนล้มแล้วลุกไม่ได้)
หลักการเลือกลงทุนของ วอร์เรน บัฟเฟตต์:
1. เป็นธุรกิจหรือบริษัทที่ไม่ซับซ้อน
                กิจการประเภทง่ายๆ ไม่วุ่นวายนี้ จะสามารถบริหารจัดการได้อย่างง่ายๆ ไม่ต้องใช้เทคนิคบุคคลากรพิเศษมากมายนัก รวมทั้งตัวแปรในการทำธุรกิจก็ไม่มาก ผลที่ได้คือมีความผันผวนต่ำ สามารถทำกำไรได้อย่างเป็นกอบเป็นกำอย่างคงเส้นคงวา
2. เป็นธุรกิจที่ได้รับความนิยมแข็งแกร่ง
                เช่นมียี่ห้อหรือตราสินค้าที่แข็งแกร่ง มีการบริการเป็นพิเศษที่หาจากที่อื่นไม่ได้ เรียกว่ามี "ค่าความนิยม" สูง ทำให้ไม่ต้องแข่งขันกันด้วยราคา แม้ว่าจะมีการปรับราคาบ้าง หรือว่าราคาสูงกว่าคู่แข่งบ้าง ลูกค้าก็ยังยินดีที่จะซื้อหาอยู่เช่นเดิม
3. สามารถคาดเดาได้
                คือสามารถคาดเดาผลการดำเนินงานได้ค่อนข้างแน่นอน เนื่องจากการที่ไม่ซับซ้อนของธุรกิจนี่เอง ทำให้รายจ่าย รายได้เป็นแบบตรงไปตรงมาและขึ้นอยู่กับไม่กี่ปัจจัย
4. ผลตอบแทนจากส่วนของเงินลงทุนสูง (ROE)
                ส่วนของเงินลงทุนนี้ ก็คือส่วนของผู้ถือหุ้นหรือ Equity ที่เรารู้จักกันดีนั่นเอง บัฟเฟตต์ ให้ความสำคัญกับตัวเลขนี้ค่อนข้างมาก กล่าวคือน่าจะต้องมากกว่า 12% สำหรับธุรกิจประเภทผลิตสินค้า แต่หากเป็นธุรกิจสถาบันการเงินแล้ว ค่าตัวเลขนี้ปกติจะสูงมาก บัฟเฟตต์ จึงแนะนำให้ดูที่ตัวเลขของผลตอบแทนรวมของสินทรัพย์ (ROA) ซึ่งหากว่าสูงกว่า 1% แล้วก็ถือว่าดี
5. มีกระแสเงินสดที่ดี
                ธุรกิจที่ดี ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้เงินทุนสูงมากในการดำเนินงานและรักษาสถานภาพในตลาดเพื่อการแข่งขันไว้ได้ ทั้งนี้ จะต้องขึ้นกับตัวของลักษณะธุรกิจ, สินค้า, และบริการของธุรกิจนั้นเองเป็นหลัก
6. มีผู้บริหารที่ดี เห็นแก่ผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นเป็นสำคัญ
                ธุรกิจที่ดี มีธรรมชาติของธุรกิจที่ดี เมื่อมีผู้บริหารที่ดีเข้ามาบริหาร ก็ย่อมเหมือนเสือติดปีก ทำให้บริษัทสามารถเจริญก้าวหน้าไปได้ไกล และโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากผู้บริหารเหล่านั้น ตระหนักถึงการสร้างผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นแล้ว ย่อมจะทำให้บริษัทเจริญก้าวหน้าไปได้มาก วอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นคนที่คิดว่าในการลงทุนหรือซื้อของ จะต้องมีส่วนต่างเพื่อความปลอดภัยเอาไว้ด้วย เพราะหากเราได้เผื่อค่านี้เอาไว้มากแล้ว (คือเผื่อทางด้านมูลค่าที่แท้จริงของกิจการ กับราคาที่ซื้อ) ครั้นคราวจะขาดทุน ก็จะไม่มากนัก มูลค่าที่แท้จริงของกิจการ บัฟเฟตต์ มักจะใช้เครื่องมือคำนวณทางการเงินที่เรียกว่า "วิธีส่วนลดกระแสเงินสด" (Discount Cash Flow) ในการหามูลค่าของกิจการ ซึ่งจะเทียบกับผลตอบแทนจากการลงทุนที่ปราศจากความเสี่ยงเช่นกับ T-Bill (ก็พันธบัตรรัฐบาลหรือ Government Bond นั่นแหละ ผมเรียกให้เท่ห์ไปอย่างนั้นเอง) หากว่าราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงอยู่มากๆ บัฟเฟตต์ ก็จะพิจารณาเข้าซื้อหุ้นนั้นหรือแม้กระทั่งทั้งบริษัทได้
แต่ ระดับป๋า วอร์เรน บัฟเฟตต์ ก็ยังอาจจะขายหุ้นได้ถ้า:


1. มูลค่าที่แท้จริงของกิจการไม่ได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างที่ควรจะเป็น นั่นคือไม่มี Contribute จากการดำเนินงานเมื่อเวลาผ่านไป

2. ราคาตลาดของกิจการ (ราคาหุ้นนั่นแหละ) สูงเกินกว่ามูลค่าของกิจการไปมาก อันนี้ บัฟเฟตต์ อาจจะขายหุ้นออกมา และซื้อกลับคืนเมื่อราคาตกต่ำลงมาอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากเขาเชื่อว่า เมื่อราคาสูงเกินไป มันจะต้องกลับมาอยู่ที่พื้นฐานของมันเสมอ


 

ศึกษาเซียน - ดูกันว่าเซียนการลงทุนมีแนวคิดอย่างไร (1)


เซียนหุ้นในอดีตและปัจจุบันมีวิธีการอย่างไร ที่ทำให้สามารถลงทุนได้ผลตอบแทนอย่างคุ้มค่ามหาศาล เรามาศึกษาดูได้จากเซียนเหล่านี้กันครับ ผมรวบรวมมาให้ไว้อ่านกันแล้วหลายๆ ท่านนะครับเช่น
1. เบนจามิน เกรแฮม (Benjamin Graham)
2. วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffet)
3. ปีเตอร์ ลินช์ (Peter Lynch)
4.  ฟิลลิป ฟิชเชอร์ (Philip A. Fisher)
5.  จอห์น เนฟฟ์ (John Neff)
6.  เซอร์ จอร์น เทมป์เพิลตัน (Sir. John Templeton)

------- เบนจามิน เกรแฮม (Benjamin Graham) -------
                                             
                           

                       ถ้าใครรู้จักป๋า วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffet) แต่ไม่รู้จักเบนจามิน เกรแฮม ก็ต้องเรียกว่าไม่รู้จักกันจริง เพราะเขาผู้นี้เป็นอาจารย์ของบัฟเฟตต์ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียนั่นเอง เบนจามิน เกรแฮมไม่ได้เป็นคนร่ำรวยแต่กำเนิด ในทางตรงกันข้ามกลับอยู่ในครอบครัวที่มีปัญหาทางการเงิน ซ้ำมารดาซึ่งเข้า "เล่นหุ้น" ด้วยวิธีมาร์จินก็ประสบความขาดทุนอย่างหนักกับตลาดหุ้นนิวยอร์ค ดังนั้นเขาจึงโตมากับความหวาดระแวงในการลงทุน นี่ก็อาจจะเป็นเหตุให้เบนจามินหาวิธีลงทุนที่ค่อนข้างปลอดภัยด้วยการประเมินมูลค่าของกิจการที่นักลงทุนจะเข้าซื้อหุ้นนั่นเอง  เบนจามิน เกรแฮม เสนอหลักการในการแบ่งประเภทของนักลงทุนออกเป็นสองแบบใหญ่ๆ คือ:


1)
ประเภทปลอดภัยไว้ก่อน หรือพวกตั้งรับ (เรียกว่า Defensive Investor) 

2)
ประเภทบู๊ คือกล้าได้กล้าเสีย (ภาษาฝรั่งเรียก Enterprising Investor) 

นักลงทุนทั้งสองประเภทนี้ก็มีแนวโน้มที่จะเลือกหุ้นหรือหลักทรัพย์ที่เป็นเหมือนตัวนักลงทุนเองคงอาจจะด้วยความที่เบนจามินเคยอยู่ในครอบครัวที่เคยประสบกับปัญหาทางการเงิน (ส่วนหนึ่งก็มาจากตลาดหุ้น) เขาจึงคิดค้นทฤษฎีในการลงทุนด้วยการพิจารณาที่มูลค่าที่แท้จริงของกิจการ (Value หรือ Net Asset Value - NAV) ว่ามีค่าเป็นเท่าไรต่อหุ้น หากเราสามารถซื้อหุ้นนั้นได้ถูกกว่าค่านี้ ก็หมายถึงว่าสามารถซื้อได้ในราคาที่มีส่วนลด (เรียก Discount) และเขาเชื่อว่า ในระยะยาวแล้ว ราคาของหุ้นจะต้องปรับไปสู่ราคาที่เหมาะสมของมัน (อาจจะอิงกับ Book Value) เสมอ และนักลงทุนก็สามารถขายหุ้นนั้นออกไปในราคาที่มีกำไรจากส่วนต่าง (หากต้องการจะทำ)
แม้ว่าเบนจามิน เกรแฮมจะเป็นอาจารย์ของวอร์เรน บัฟเฟต แต่ก็ต้องนับว่าบัฟเฟตนั้นเป้น "อภิชาติศิษย์" (คือได้ดีกว่าอาจารย์) เพราะได้นำหลักการของเบนจามินไปประยุกต์อีกชั้นหนึ่ง โดยตัวของเบนจามินเองนั้น จะมองมูลค่าของบริษัทจริงๆ โดยไม่ได้มองธุรกิจหรือความสามารถในการดำรงอยู่, การแข่งขัน, หรือพื้นฐานของธุรกิจนัก แต่ลูกศิษย์ของเขาได้ประยุกต์นำสิ่งเหล่านี้เข้ามาประเมินด้วย
ผลงานเขียนหนังสือที่โด่งดังของ เบนจามิน เกรแฮม เช่น Security Analysis  (เขียนกับ David Dodd ซึ่งเป็นผู้ช่วยของเขา) และ The Intelligent Investor
                                                        



            

การวิเคราะห์งบการเงินเพื่อลงทุนในหุ้น


เทคนิคอ่านงบการเงิน: ดร.วรศักดิ์ ทุมมานนท์

       ดร.วรศักดิ์ ทุมมานนท์ มือ 1ด้านบัญชีที่เกี่ยวกับการลงทุน อธิบายให้ฟังสำหรับผู้ที่ไม่ได้เรียนบัญชีมาแต่อยากจะเข้าใจบัญชี งบการเงินจะต้องดูตรงไหน ยังไงเพื่อที่จะมาลงทุนในหุ้น  ซึ่งเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำระหว่างนักลงทุนภายนอกที่ไม่ได้มีโอกาสเข้าไปบริหารงาน อย่างน้อยก็มีอะไรมาบอกเราทุกๆไตรมาศว่าผลการดำเนินงาน / ฐานะการเงิน / บริษัทมีกระแสเงินสดเข้าออกในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาเป็นยังไงเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการตัดสินใจลงทุน  
         งบการเงินมีส่วนประกอบสำคัญ 3 ส่วนที่ต้องสนใจคือ
         1. ผลการดำเนินงาน ก็คือ งบกำไร-ขาดทุน
         2. ฐานะทางการเงิน ก็ดูที่  งบดุล
         3. กระแสเงินสด ก็คือ งบกระแสเงินสด

                                                                  

        แต่ส่วนใหญ่พอเอาเข้าจริง ๆ นักลงทุนไม่ค่อยสนใจงบดุลและงบกระแสเงินสด ทุกคนก็ดูแค่บรรทัดสุดท้ายของงบกำไร-ขาดทุนเท่านั้น ที่พอเค้าบอกว่าปีนี้กำไรดีขึ้นก็แปลว่าบริษัทก็คงจะดีขึ้นไปด้วย ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วบางทีก็เป็นกำไรที่เพิ่มขึ้นมาอย่างผิดปกติ เช่น มีการไปจัดตั้งกองทุนอสังหาริมทรัพย์ขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องมือในการเพิ่มช่องทางในการกู้ยืมเงินดี ๆ นี่เอง คือแทนที่จะไปหาแบ็งค์ ซึ่งดอกเบี้ยก็สูงกว่าจะผ่านพิธีการทำเรื่องขอกู้จบก็นาน เลยทำให้ระยะหลังช่วง 4 ปีที่ผ่านมาหลาย ๆ บริษัทพออยากขยายตัวก็ใช้วิธีนำเอาทรัพย์สินไม่ว่าจะเป็นสัญญาเช่า หรือตัวอาคารและที่ดินขายเข้าสู่กองทุน แล้วก็ตั้งเงื่อนไขว่าเจ้าของเดิมจะเข้าไปถือหุ้น 30 %  แต่จริง ๆ แล้วก็เป็นที่รู้กันว่าไม่ได้เป็นการขายขาดในหลายๆสัญญาโดยทำการซ่อนเงื่อนไขว่าให้เจ้าของเดิมเป็นผู้เข้าไปบริหารทรัพย์สินที่ขายได้ บางทีก็ตกลงในสัญญาว่าทรัพย์สินที่ขายไปหากนำไปปล่อยให้เช่าแล้วได้ค่าเช่าต่ำกว่าที่ตกลงไว้ในสัญญา ทางบริษัทผู้ขายจะชดใช้ส่วนต่างให้แต่หากปล่อยเช่าได้สูงกว่าในสัญญาส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นจะต้องจ่ายคืนให้กับบริษัทผู้ขาย ซึ่งในทางบัญชีมองว่าไม่ใช่การขายขาดจริงๆ แถมพอปีที่ 10 ยังไปให้ put option แก่กองทุนที่รับซื้อไปว่าให้ขายคืนกลับมาบริษัทก็ได้ ทางบัญชีก็เลยบอกว่าไม่ให้ตัดสินทรัพย์ออกจากงบดุลแล้วห้ามบริษัทมาออกข่าวว่าจะมีกำไรก้อนใหญ่เข้าบริษัทมาในช่วงเวลานั้นๆ เพราะในทางบัญชีบอกว่าไม่ได้เป็นการขายขาดจริง จากนั้นเป็นต้นมาทุกบริษัทก็เลยจบลงด้วยการอย่าทำให้ใครเค้าทราบแบบนี้ออกมาชัดเจน เพราะหากว่าบริษัทไปเขียนอะไรชัดเจนจนเกินไป บัญชีก็จะตีว่าไม่ใช่การมีรายได้จาการขายขาดแต่เป็นการกู้ยืมเงินแทน
                                                   


หนังสือการวิเคราะห์งบการเงินที่จัดทำโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
เพื่อนๆ สามารถดาวน์โหลดจาก URL ดังต่อไปนี้
http://www.ziddu.com/download/23369152/FinancialAnalysis.pdf.html

Stochastic ‎Oscillator


 Stochastic Oscillator หรือ STO ใช้ยังไง คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดยังไงมาดูกันครับ
Stochastic Oscillator มีสองเส้นหลักการคร่าวๆของมันมาจากอัตราส่วนราคาปิด เทียบกับราคาสูงสุดของวัน อีกเส้นหนึ่งเป็นเส้นค่าเฉลี่ยของเส้นแรก หนังสือเยอะมากและคนที่เปิดสัมนาเยอะมากอีกเช่นกันที่บอกให้ใช้ STO เป็นตัว หาจุดเข้าซื้อ หรือขาย มันไม่ผิดนะ แต่มันมีจังหวะสำคัญที่จะทำให้คุณพลาดได้ถ้าใช้แบบไม่ระวัง

ก่อนจะพูดถึงว่ามันจะพลาดตรงไหน ขอเล่าสักหน่อยว่า STO มันบอกอะไรเราได้บ้าง

Stochastic Oscillator พูดรวบให้เข้าใจง่ายๆ มันจะเป็นตัวช่วยบอกการแกว่งของราคา ถ้าราคาปิดของวันอยู่ใกล้หรือเท่ากับราคาสูงสุดของวัน เส้นมันจะมีค่าเข้าใกล้ 100 เข้าเรื่อยๆ ยิ่งปิดสูงหลายวันเส้นก็จะเข้าใกล้ร้อยไปมากเท่านั้น ในขาลงก็เช่นกัน ยิ่งปิดต่ำกว่าไฮของวัน STO ก็จะยิ่งลงต่ำเข้าใกล้ 0 มากขึ้น

การใช้  Stochastic Oscillator เช็คว่าซื้อหรือขายมากเกินไป ตรงนี้จะคล้ายๆกับ RSI จะเอาจำนวน 80, 20 หรือปรับตามตัวหุ้นยังไงก็แล้วแต่ เป็นเลขอิงโซนซื้อหรือขายมากไป แต่ขอเน้นย้ำไว้เลยว่าการที่ STO เข้าไปสู่ 80 ไม่ได้หมายถึงว่า ให้ขายหุ้นออกนะ
การที่มันเข้าถึง 80 หมายความว่ามันขึ้นโคตรแรง แล้วยิ่งมันอยู่ในโซนนี้นานเท่าไหร่ก็แสดงให้เห็นถึงความร้อนแรงและความมั่นคงของเทรนด์ที่เป็นขาขึ้น เพราะว่ามันแสดงให้เห็นว่า กราฟราคามันรักษาการปิดที่ใกล้ไฮของวันได้เรื่อยๆ และในทางกลับกันขาลงถ้าเข้าสู่ 20 แล้วเข้าไปรับ คุณจะมีโอกาสรับมี เลือดสาดสูงนะ เพราะมันไม่ได้หมายความว่ามันกลับตัว มันบอกเราว่ามันรักษาการลงได้ต่อเนื่องต่างหาก

               บางคนเรียกว่าการไล่บน ไล่ล่าง
ไล่บนก็คือ STO อยู่เหนือ 80 เป็นเวลานาน แสดงถึงความแข็งแกร่งของขาขึ้น
ไล่ล่างก็คือ STO อยู่ต่ำกว่า 20 นาน แสดงถึงความแข็งแกร่งของขาลง


ความผิดพลาดที่ 1 ถ้าใช้  STO โดยกำหนดว่าเกิน 80 ให้ขายออก ต่ำกว่า 20 ให้เข้าไปรับ โอกาสเกิดเหตุการณ์ ขายหมู กับรับมีดมีสูง เพราะงั้นถ้าไปเจอที่ไหนเขาบอกแบบนี้ให้คิดให้รอบคอบ ตีความ STO ให้แตกมากๆ

....................

ทีนี้มาดูเรื่องเส้น %D %K ตัดกันบ้าง ผมจะไม่ไปพูดถึงว่าเส้นไหนตัดเส้นไหนให้ซื้อ หรือขายนะครับ แต่ต้องบอกว่าวิธีนี้ พกโอกาสความผิดพลาดมาเต็มกระเป๋า ผิดยังไงก่อนอื่นผมขอเท้าความไป เรื่องแนวรับแนวต้านสักนิด

แนวรับ หรือ แนวต้าน ที่เราได้ตีไว้ เมื่อราคาหุ้นไปถึงไปชน มันจะต้องยึกยักไม่ผ่านไปพรวดเดียว ลองนึกภาพตามไปด้วยนะครับ แนวรับแนวต้านเป็นจุดชั่งใจ พอไปชนแล้ว คนที่คิดว่าเบรกกับคนที่คิดว่าไม่เบรกจะสู้กัน ราคาตรงนี้จะแกว่ง มากกว่าตรงจุดอื่น

แล้วยิ่งถ้าเป็นการจบเวฟนะครับ ตรงจุดนี้มันมักจะสร้าง patterns ด้วย ซึ่งราคาจะเด้งไปมาในกรอบรับต้านของ patterns นั่นหมายความว่า ราคาสูงสุด กับราคาปิด (ที่เราเอามาสร้าง STO) จะกลับเป็นตรงข้าม กับเทรนด์หลัก คือมันจะกลายเป็น side way เล็กๆ คุณจะเห็น STO กลับทิศเทรนด์ก็ตอนนี้

ซึ่งแน่นอนถ้ามันแค่เทสแนวต้านรับ ยังไม่ได้กลับตัวจริงมันก็คือสัญญานหลอกให้คุณขายหมู หรือในกรณีขาลง ก็หลอกให้คุณเข้าไปรับดาบซามูไร นั้นแหละครับ เพราะสองเส้นที่ว่ามันจะตัดกันให้เห็นจนงงแน่ๆ

และนี้ก็เป็นเหตุผลที่คนจำนวนมากพูดว่า STO  มันเร็วเลยทำให้ความผิดพลาดมันเยอะ ซึ่งที่จริงแล้วมันไม่ได้เร็วอะไรมันก็ปกติของมันแหละ แต่คนเข้าใจมันผิดเอง เอามันไปใช้ผิดประเภท

ความผิดพลาดที่ 2  ก็คือ ในจุดแนวรับแนวต้าน เป็นจุดที่ราคาชะลอความร้อนแรง STO มักจะส่งสัญญานการกลับตัวของราคาทันที ทำให้เราซื้อหมาขายหมู (แล้วมันเป็นจังหวะสำคัญด้วยนะ เพราะจุดเบรก หรือจุดกลับเวฟ ถ้าซื้อหรือขายก่อนมัน เราจะเสียโอกาสเยอะมาก)

จากความผิดพลาดที่ยกตัวอย่างมาทั้ง 2 ข้อ ก็เพียงพอที่จะก่อหายนะให้เราได้ถ้าเราใช้มันผิดหน้าที่ sto นี้อยากแนะนำให้ใช้หลักๆคือการดูความแข็งแกร่งของเทรนด์ และการยังรักษาเทรนด์เดิมไว้ได้ เป็นหลัก

1. ดูว่าถ้าอยู่โซนเหนือ 80 ให้ระวังว่าคนซื้อเยอะแล้ว อุปสงค์เริ่มน้อยลงแล้วนะ แต่อย่าเพิ่งขายทิ้ง คนที่ขายหุ้นที่ปิด ที่ราคาไฮทุกวัน ก็แย่แล้ว มันขึ้นก็ปล่อยมันไปต่อ

2.  ดูว่าถ้าอยู่ต่ำกว่าโซน 20 ให้เริ่มจับตาว่าใกล้เข้าซื้อได้ เพราะคนเริ่มขายกันมากไปแล้ว อุปทานเริ่มน้อยแล้ว แต่อย่าเพิ่งซื้อ เพราะคงบ้าพอๆกับข้อ 1 ถ้าคุณจะเข้าไปรับหุ้นที่ราคาปิด ต่ำลงทุกวันครับ ปล่อยมันลงต่อไปเรื่อยๆ

จะเห็นว่าประโยชน์ที่แท้จริงของ STO คือดูความแข็งแรงของเทรนด์ ถ้ามันแกว่งขึ้นลงมากๆแสดงว่ามันเป็นไซดเวย์
ผมอาจจะแนะนำทุกท่านต่างจากคนอื่น คนอื่นถ้าเข้า 80 ให้ขาย 20 ให้ซื้อ ส่วนผมขอบอกว่า ยิ่งเข้า 80 ยิ่งให้ถือ ยิ่งลง 20 ยิ่งระวังอย่าเพิ่งไปรับ เพราะธรรมชาติ ของ STO มันเป็นแบบนั้น อันนี้ไม่ได้บอกให้เชื่อ เพราะมันอาจจะขัดกับหนังสือหรือที่คนเขาว่าไว้กันมาก แต่ขอให้ลองเอาไปคิดเล่นๆดู


VI นักลงทุนระยะยาว

บทความส่วนนี้สำหรับชาว VI นักลงทุนระยะยาวเท่านั้น


Long term investment 1: การเลือกกิจการที่ลงทุนระยะยาว
การลงทุนของแต่ละคนอาจมีวิธีไม่เหมือนกัน ขึ้นกับความเหมาะสมของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นพื้นฐานความรู้ (ไม่ว่าจะเป็นทางเศรษฐศาสตร์ ธุรกิจ และเทคนิคัล) ความเอาใจใส่ ความสนใจในการลงทุน เวลาในการติดตามข้อมูลข่าวสาร หรือแม้กระทั่งเรื่องจิตใจ

ดังนั้นการเลือกลงทุนโดยการทำตาม ๆ กันไปย่อมไม่ดีแน่ เพราะถ้ามุมมองเราไม่เหมือนเขา เวลามองของอย่างเดียวกัน เช่นเห็นหุ้นที่ตัวเองถือราคาลดลง คนหนึ่งอาจจะเป็นสุข (ดีใจได้มีโอกาสซื้อของถูก) อีกคนอาจจะเป็นทุกข์ (เสียใจที่พลาด ซื้อแพง ขาดทุน)

"จงบริหารความโลภให้สมดุลกับความรู้" ท่องไว้ 3 จบก่อนจะตัดสินใจซื้อหุ้นทุกตัว

เข้าเรื่องดีกว่า ....

เนื่องจากปัญหาใหญ่ของทุกคนคือ อยากลงทุนแต่ไม่รู้จะจับหลักยังไงดี

หลักการลงทุน "ระยะยาว" (ขอเน้นว่าระยะยาว) ของ Warren Buffett ง่าย ๆ คือ นักลงทุนควรเลือกลงทุนในกิจการที่มีแนวโน้มระยะยาวที่ดี โดยค้นหากิจการที่ยอดเยี่ยม และเลือกลงทุนเมื่อมีราคาที่เหมาะสม ไม่ใช่เลือกลงทุนกิจการธรรมดา ๆ ในราคาถูก ๆ

กิจการยอดเยี่ยมในราคาที่เหมาะสม กับกิจการพื้น ๆ ในราคาถูก ดูผิวเผินอาจจะไม่ต่างกัน แต่ในประสบการณ์ยาวนานของ Buffett เขาแสดงให้เห็นว่าการเลือกกิจการนั้นสำคัญอย่างยิ่ง ในช่วงแรกของการลงทุน (ในรูปของ Buffett partnership และ Berkshire Hathaway ระยะแรก) Buffett เลือกลงทุนในกิจการที่มีราคาถูกเป็นหลัก (bargain price) แม้ผลตอบแทนรวมเป็นบวก (เพราะเลือกลงทุนเมื่อราคาถูก คือมี margin of safety สูง) แต่ผลตอบแทนของกิจการใน port หลายตัวกลับขาดทุน (คนที่ทราบเรื่องราวและประวัติของ Buffett จะเข้าใจดีว่า ตัวบริษัท Berkshire และ Hathaway เองเป็นตัวอย่างที่ดีอันหนึ่ง) ทั้งนี้เนื่องจากการลงทุนแบบไม่เลือกโดยดูแค่ margin of safety เป็นเพียงการลดความเสี่ยงต่อการขาดทุน (MoS = insurance or buffer for loss) แต่ผลประกอบการของกิจการต่างหากที่เป็นปัจจัยที่จะกำหนดผลตอบแทนในระยะยาว (Business excellency = long-term rate of return)
                                                                      

กิจการที่ยอดเยี่ยมของนักลงทุน ในความหมายของ Buffett มีนิยามง่าย ๆ ไม่ีกี่อย่าง
1.             นักลงทุนมีความเข้าใจในกิจการนั้น
2.             มี favorable long term economics
3.             บริหารงานโดยทีมที่มีความสามารถในกิจการนั้นและมีธรรมาภิบาล

และเลือกลงทุนในกิจการข้างต้นเมื่อมีราคาที่เหมาะสม
ดัง นั้น ข้อแรกที่เราควรรู้คือ "เราจะหากิจการที่ยอดเยี่ยมได้อย่างไร" หากิจการซะก่อน ค่อยมาดูราคาทีหลัง (ยังไม่ต้องมือบอนไปกดซื้อ ๆ ขาย ๆ)


พฤติกรรมการลงทุน


นักลงทุนที่ได้กำไรคือ นักลงทุนที่สามารถวิเคราะห์มูลค่าหุ้นที่แท้จริง ซึ่งความรู้ที่ใช้ในการวิเคราะห์คือ
                        1. การใช้ทฤษฎีทางการเงิน
                                2. การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน
                                3. การวิเคราะห์ทางบัญชี
เมื่อได้ราคาหุ้นที่แท้จริง จากนั้นก็นำมาเปรียบเทียบกับราคาหุ้นในตลาด ซึ่งสามรถนำมาใช้ในการประกอบการตัดสินใจ นั่นคือ
                                1. หากมูลค่าที่แท้จริงสูงกว่าราคาตลาด แสดงว่าหุ้นถูกเราสามารถซื้อได้
                                2. หากมูลค่าที่แท้จริงต่ำกว่าราคาตลาด แสดงว่าหุ้นแพงเราต้องขายทิ้ง
แต่ในระยะหลังๆ ที่ผ่านมานักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ เชื่อว่าหุ้นที่ดีนั้นมูลค่าที่แท้มักจะเท่ากับราคาของตลาด

                ในการเล่นหุ้นแบบเก็งกำไรนั้น เรามักจะไม่สนใจราคาพื้นฐานหรือราคาหุ้นที่แท้จริง แต่เราจะสนใจเฉพาะ ราคาของหุ้น ณ ขณะนั้นมากกว่า ใน ณ ขณะหนึ่ง ราคาของหุ้นจะขี้นหรือลงขึ้นอยู่กับว่า แรงซื้อและแรงขาย ที่เป็นการผลักดันราคาหุ้นให้เพิ่มสูงขึ้น หรือต่ำลง