แก่นของการเล่นหุ้น ของ value investor นั้นยังอยู่ที่การหามูลค่าพื้นฐานของหุ้นและซื้อเมื่อมูลค่าต่ำกว่าพื้นฐานมากพอ หรือที่เรียกว่ามี margin of safety มากพอ
เนื้อหาในหนังสือ ประกอบด้วย
บทที่ 1 ลงทุนในหลักทรัพย์ต้องทำให้เหมือนกับการเข้าหุ้นทำธุรกิจ
บทที่ 2 การวิเคราะห์ฐานะการเงินและผลดำเนินการของกิจการ
บทที่ 3 หุ้นถูก - หุ้นแพง
บทที่ 4 สไตล์การลงทุน
บทที่ 5 ตีแตก
บทที่ 6 นักลงทุนเอกของโลก
วอร์เรน บัฟเฟตต์
จอร์จ โซโรส
ปีเตอร์ ลินช์
บทที่ 7 การค้นหาหุ้นที่จะซื้อขาย
บทที่ 8 เรื่องน่าห่วงในการลงทุน
บทที่ 9 การลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ
บทที่ 10 บทส่งท้าย
บทเสริม การจัดตั้งชมรมการลงทุน
*************************************************
บทเกริ่นนำ
หุ้นส่วนใหญ่ที่ ดร. นิเวศน์ เล่นในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ ในช่วงแรกก็จะเป็นหุ้นสินค้าอุปโภคบริโภค เพราะคนส่วนใหญ่ ยังจำเป็นที่จะต้องใช้ และหลังจากการลดค่าเงินแล้วก็จะเป็นหุ้นส่งออก
แง่คิดเรื่องสุดท้าย การลงทุนไม่ใช่เรื่องที่ควรจะหลบเลี่ยง ไม่ใช่เรื่องสุ่มเสี่ยง แต่เป็นศาสตร์ที่ควรมีติดตัวไว้ทุกคน
*********************************************
บทที่ 1 การลงทุนในหลักทรัพย์ต้องทำให้เหมือนกับการเข้าหุ้นทำธุรกิจ
ความแตกต่างระหว่างการเข้าซื้อหุ้น ในกิจการกับการลงทุนด้วยตัวเอง
1. ธุรกิจใหม่ที่มีโอกาสอยู่รอดถึง 5 ปีนั้นมีโอกาสที่น้อยมาก
2. ธุรกิจใหม่จะไปได้ แต่ผลตอบแทนก็ไม่ดีเท่าที่ควรเพราะในแต่ละธุรกิจจะมีผู้นำเท่านั้นที่ได้กำไรเกินกว่าคู่แข่ง โอกาสที่จะเป็นผู้นำทสงธุรกิจนั้นมีน้อย
ธุรกิจการส่งออกคือความหวัง
ในช่วงที่เศรษฐกิจซบเซา มีการลดค่าเงินบาท กำลังซื้อในประเทศมีน้อย ต้องพยายามส่งออกเพราะได้เปรียบทางด้านต้นทุนการผลิต
ธุรกิจแต่ละประเภทมีธรรมชาติที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งเราสามารถแบ่งธุรกิจได้ดังต่อไปนี้ คือ
1. กลุ่มผู้ผูกขาดสินค้าอุปโภคบริโภค (consumer monopoly) ธุรกิจที่เป็นแบบผูกขาด อาทิ เช่น
- หุ้นเสริมสุข ที่ขายเป๊บซี่
- หุ้นพิซซ่า
- หุ้นไทยเพรสซิเดนท์ฟู้ด ผู้ผลิตบะหมี่สำเร็จรูปยี่ห้อมาม่า
- หุ้นวาโก้
- หุ้นของหนังสือพิมพ์มติชน
2. ธุรกิจสัมปทานหรือธุรกิจควบคุม ( Licensed business)
เป็นธุรกิจที่ต้องได้รับใบอนุญาติและการได้รับอนุญาติจะต้องทำการประมูล
- กลุ่มธุรกิจสัมปทาน คือกลุ่มบริษัทที่ได้สัมปทานในการให้บริการสาธาณูปโภคทั้งหลายแก่ประชาชนแทนรัฐบาลหรือเสริมงานรัฐบาล ธุรกิจนี้มีข้อดีคือ คู่แข่งมีจำนวนน้อยราย ส่วนข้อเสียคือ ถูกควบคุมทางด้านราคาที่ปรับได้ไม่ค่อยง่ายนัก เพราะฉะนั้นธุรกิจสัมปทานจะไปได้ดีเมื่อมีความต้องการใช้เพิ่มขึ้น
ธุรกิจในกลุ่มนี้เช่น
- โทรศัพท์มือถือ สถานีโทรทัศน์ ( advanc, BEC World)
- ไฟฟ้า ( EGCOM)
- น้ำ(East Water)
- ในเรื่องขอทางด่วนบางเส้นทาง
ธุรกิจเหล่านี้ถึงแม้จะมีผลกำไรใช้ได้ แต่การขยายตัวการผลิตจะต้องลงทุนค่อนข้างสูงตามการขยายตัวของรายได้เสมอ ทำให้ความน่าสนใจลดลง แต่ธุรกิจที่น่าลงทุนคือ
ลักษณะธุรกิจที่ลงทุนเพียงครั้งเดียว และรับเงินปันผลที่เป็นกอบเป็นกำ ธุรกิจที่เอาแต่ขยายตัว กำไรที่เทียบกับการลงทุนไม่มาก มันจะดีต่อผู้บริหารแต่ไม่ใช่ผู้ถือหุ้น
3. ธุรกิจเงินทุนและหลักทรัพย์
ในประเทศไทยธุรกิจนี้จะน่าสนใจก็ต่อเมื่อ ไม่ควรจะมีบริษัทประเภทนี้เกิน 20 แห่ง เพราะถ้าหากว่ามีมากเกินไป ก็จะเกิดการแข่งขันกันเอง ซึ่งก็คือธุรกิจประกันภัยและประกันชีวิต ซึ่งมีเป็นร้อยๆ บริษัท
ธุรกิจเงินทุนหลักทรัพย์ยามที่เศรษฐกิจดีนั้นถือว่าน่าเล่นแต่ถ้าในยามที่เศรฐกิจไม่ดี ถือว่าหมดอนาคตไปโดยสิ้นเชิงเนื่องจากไม่สามารถแข่งขันกับธนาคารพานิชย์ซึ่งสามารถทำธุรกิจที่บริษัทเงินทุนทำได้เกือบทุกประเภท แต่ได้เปรียบมากกว่าทั้งในด้านของต้นทุนและความเชื่อมั่นของประชาชนที่เป็นเงื่อนไขสำคัญในการทำธุรกิจการเงิน
4. ธุรกิจธนาคารพานิชย์
ปัญหาของธุรกิจนี้คือหนี้เสียในระบบ คือธนาคารปล่อยสินเชื่อให้กู้กับลูกค้า แต่ลูกค้าไม่สามารถที่จะชำระเงินคืนได้
5. ธุรกิจส่งออก
บริษัทที่ทำธุรกิจส่งออกนั้น จะต้องเป็นบริษัทที่ขายสินค้าส่วนใหญ่ให้กับลูกค้าต่างประเทศ ไม่น้อยกว่า 80-90% ดังนั้นอนาคตของบริษัทจึงขึ้นอยู่กับตลาดต่างประเทศเป็นหลัก ครึ่งหนึ่งของผลการดำเนินงานมาจากอัตราการแลกเปลี่ยนเงินตราที่ไม่สามารถควบคุมได้
6. ธุรกิจมีจุดเด่น ( Niche Player )
คือบริษัทที่มีคความเก่งในการผลิตหรือการดำเนินงานแม้แต่บริษัทใหญ่ก็สู้ไม่ได้ บริษัทเหล่านี้จะมีความเข้มแข็งสามารถเอาตัวรอดได้ ถ้าไม่แพ้ภัยตัวเองหรือตัดสินใจผิดพลาด เช่น บริษัท
- TASCO ที่เป็นเจ้าของยางมะตอยไทย
- STANLY ที่ผลิตโคมไฟรถยนต์
- METCO ที่ผลิตชิ้นส่วนเครื่องเล่นวิดีโอและหลอดภาพ
- SITHAI ที่ทำผลิตภัณฑ์พลาสติกและเมลามีน
- ALUCON ที่ผลิตหลอดอะลูมิเนียมบรรจุเครื่องสำอางและเวชภัณฑ์ต่างๆ
**********************************
การลงทุนเป็นศิลปะที่ใช้
- การวิเคราะห์
- การวิจารณ์
- การคาดการณ์
- จังหวะการซื้อ
- การรอคอย
- การขาย
- ความเข้มแข็งของจิตใจในการเผชิญกับความผันผวนในโลกเศรษฐกิจการเงิน
***********************************
หากเปรียบเทียบการลงทุนด้วยวิธีการจับปลา นักลงทุนสถาบันการลงทุนของเขาเหมือนการใช้แหหรืออวนจับปลา ปลาส่วนใหญ่ที่มาติดจะมีทั้งปลาเล็กปลาใหญ่ ส่วนรูปแบบการลงทุนของผมเหมือนการใช้เบ็ด ที่ล่อให้ติดแต่ปลาใหญ่ๆ ซึ่งเป็นวิธีของศิลปิน ดังนั้นผมก็เป็นศิลปินที่มีสไตล์การเล่นเฉพาะตัว
*************************************************
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
1 ความคิดเห็น:
ขอให้เป็นวันที่ดี,
ฉัน voorhees philip ฉันต้องการลงทุนในธุรกิจของคุณด้วยความสุจริตฉันมีเงินทุนสำหรับการลงทุนที่ทำกำไรฉันยังเสนอสินเชื่อเพื่อการพาณิชย์และสินเชื่อส่วนบุคคลที่มีอัตราดอกเบี้ยต่อปีต่ำมากถึง 3% ภายในระยะเวลาการชำระคืนหนึ่งปี เป็นส่วนหนึ่งของโลก
คุณต้องการเครดิตที่อัตราดอกเบี้ย 3% ต่อปีสำหรับจำนวนเงินทั้งหมดที่คุณต้องการเงินทุนหรือการเป็นหุ้นส่วนหุ้น 50/50% เป็นระยะเวลา 1 ถึง 10 ปีหรือไม่? ฉันต้องการทราบทางเลือกของคุณเพื่อให้เราสามารถดำเนินการเจรจาได้จำนวนเงินทุนสูงสุดคือ $ 100million USD
ติดต่อ EMAIL: info@voorhinvestcorp.com
URL ของเว็บไซต์: http://voorhinvestcorp.com/
WhatsApp: +1 4704068043
LINE ID: philipvoor
อีเมล: voorheesphilip@gmail.com
ขอบคุณ
VOORHEES PHILIP
แสดงความคิดเห็น